8 วิธีทำตัวเองให้ดูมีค่า ดูสวยแพง มีราคาสง่างามมากขึ้น (แม้คุณไม่สวยก็สามารถทำได้)

1. อย่า ‘ทำตัวไร้ค่า’
วันๆ ไม่ทำอะไรนั่งขี้เกียจ เฉื่อยชา ต้องขยันกระตือรือร้นทำงาน สร้างสรรค์ ยุ่งตลอดเวลา อย่าเกิดมา อยู่เป็นสิ่งมีชีวิตรกโลก แล้วตา ย ชีวิตสั้น เดี๋ยวก็ตา ย จะทำตัวมีค่า หรือไม่มีค่าเลย

2. อย่า ‘อวดเก่งไปวันๆ’
ทำตัวเท่เดินไปเดินมา ขี้โม้ ไม่ได้ช่วยให้เจริญขึ้น
คนเก่งจริงต้องพูดน้อย ทำมากอวดรู้น้อย เรียนรู้มาก เพ้อเจ้อน้อย ผลงานมาก ถ้าเจ๋งไม่จริง ลดความหลงตัวเองลงมา เพิ่มการพัฒนาเข้าไป อย่าทำให้คนหมั่นไส้

3. อย่า’ขี้ขลาด’
คนขี้ขลาดจะไม่ได้ทำอะไรในชาตินี้ อยากทำอะไรไม่ใช่ต้องไม่กลัว แต่ต้องทำทั้งๆ ที่กลัว อย่ามัวแต่ฟังคนขี้ขลาด บอกไม่ให้ทำ เพราะสุดท้ายจะเป็นขี้แพ้เหมือนไอ้คนบอก ดูคนกล้าคิด กล้าทำ กล้าล้มเหลวเป็นตัวอย่าง อย่างมากแค่ตา ยลุย!

4. อย่า’คิดลบ’
ถ้าคิดลบ ชีวิตจะแย่ไปหมดทุกเรื่อง ไม่มีทางได้ดี สมองจะเสื่อมโทรม จิตใจจะขุ่นมัว ชีวิตจะห่วยแตก โลกจะโห ดร้ าย เลิกเป็นพวกคิดลบ ไม่เคยคิดเชิงสร้างสรรค์ เอะอะก็คิดเชิงทำลาย เพราะสุดท้ายจะทำลายตัวเอง

5. อย่า’ดีน้อยไปและเลวมากไป’
เกิดมาบนโลกนี้ไม่ต้องถึงกับเป็นคนเพอร์เฟคต์ เอาแค่อย่าดีน้อยไปมีข้อดีอยู่บ้างก็พอ และอย่าเลวมากไป มีข้อเสียนิดหน่อยก็พอ แล้วชีวิตที่เหลืออยู่ ก็เพิ่มความดี ลดความเลว ค่อยเป็นค่อยไป แค่ได้เห็นเวอร์ชั่นที่ดีกว่าของตัวเองก่อนตา ย ก็ไม่เสียชาติเกิดแล้ว!

6. อย่า’เห็นแก่ตัว’
ทุกวันนี้อยู่เพื่อใครบ้าง รักใครบ้าง นึกถึงใครบ้างนอกจากตัวเอง คนเห็นแก่ตัวถือว่ามีชีวิตอยู่ก็ไร้ค่า ถ้าไม่รู้จักใจกว้าง มีน้ำใจ หรือทำเพื่อใครเลย ไม่ช้าโลกจะเอาทุกอย่างที่มีไปหมด ชีวิตจะจบแบบยากจนข้นแค้น !

7. อย่า’หมกมุ่นกับความรัก’
ไม่มีความรักไม่ตา ย แต่ไม่มีดี ไม่มีค่า ไม่มีอะไรเลยนี่ตา ยแน่ๆ อยากได้ความรักดีๆ ทำชีวิตให้ดีซะก่อน อยากได้คนรักดีๆ ทำตัวเองให้คู่ควรซะก่อน หยุดดิ้นรนแสวงหา เมื่อรู้ว่าตัวเองยังไม่มีค่าในสายตาใคร เพราะจะไม่ถูกมองข้ามก็ถูกทิ้งขว้าง!

8. อย่า’รักคนอื่นมากกว่ารักตัวเอง’
คนไม่รัก ไม่สนใจ ไม่เห็นค่า ช่างมัน จะแคร์ จะง้อ จะฟูมฟายทำไม ตัดทิ้งเลย ลืมเลย ไม่สนใจเลย

คนดีๆ บนโลกมีอีกตั้งเยอะ รอเพชรเจียระไนเลอค่า ปล่อยเศษขี้ฝุ่นไร้ค่าไป จำไว้ อยากให้คนอื่นเห็นค่า ต้องเริ่มที่เห็นค่าตัวเอง! สุดท้าย จำไว้!

มนุษย์จะไม่ ‘มีค่า’ จนกว่าจะ ‘สร้างค่า’ ให้ตัวเอง

ถ้าไม่ทำอะไร?อย่าเข้าใจผิดคิดว่าตัวเอง ‘มี’


ผู้หญิงยุคนี้ต้องมี 3 ศรีใครมีอยู่แล้วมั่นใจได้ ชายใดได้ไปโคตรโชคดี

สตรีในยุคนี้ต้องมี “3 ศรี” ผู้หญิงคนใดมีครบ3ข้อนี้ ถือว่าคุณคือหญิงแกร่ง?มีเสน่และความเซ็กซี่ในตัว เหนือกาลเวลา เพราะไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่ ผู้ชายก็รักและค้นหา 3 ศรี นี้ ไปดูเลยว่ามีอะไรบ้างไปดูกัน

1.ศักดิ์ศรี

ผู้หญิงยุคทุนนิยม สภาวะปากกัดตีนถีบ ผู้หญิงยุคนี้แกร่ง และเก่งกล้าสามารถมากขึ้น ไม่งอมือ-งอเท้าให้ใครหาเลี้ยง แต่เธอรู้จักคุณค่าในตัวเองลุกขึ้นมาสร้างศักดิ์ศรีให้ตัวเอง แม้มีไม่ใครอยู่เคียงข้าง คุณก็ยังสตรองเอาชนะทุกปัญหาที่เข้ามาได้ มีคำกล่าวว่า “มีเมียสวย มีงาม หรือจะสู้ มีเมียช่วยทำมาหากิน” ประโยคนี้มันจริงที่สุด ! หากคนกำลังมีชีวิตเหมือนที่กล่าวมา จงเชื่อมัน และยึดมั่นในศักดิ์ศรีของตนนะ

2. มารศรี

ผู้หญิงยุคนี้ มีความงามทั้งรูปงาม และจิตใจงาม หน้าตาเกลี้ยงเกลา สะอาดสะอ้าน แต่งกายมีรสนิยม มีกาลเทศะ พูดจาไพเราะและสุภาพอ่อนหวาน มีกลิ่นกายที่หอมชวนสนทนา และมีสเน่ห์ที่ใครได้เห็น ได้ใกล้ชิด ก็แอบชอบคุณหากเขาเป็นชาย แต่หากเขาเป็นหญิงละก็ จะยกย่อง นับถือ มีคุณเป็นต้นแบบของชีวิต

3. ศรีเรือน

ครอบครัวคือสิ่งสำคัญที่สุดไม่ว่าครอบครัวจะใหญ่จะเล็ก หรือแม้แต่ผู้หญิงที่เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวก็ตาม หน้าที่ของเราคือ “แม่ศรีเรือน”

? เป็นคุณแม่?ที่เป็นต้นแบบให้บุตร

? เป็นแม่บ้าน?ดูแลอาหารการกิน และดูแลสถานอาศัย

? เป็นแม่ทัพ?จัดเตรียม วางแผนให้ทุกคนในครอบครัว

? เป็นแม่น้ำ?สร้างความชุ่มชื่น เย็นใจให้กับทุกคนในบ้าน

? แข็งแกร่ง-งดงาม-ดีงาม

นี้คือ บทสรุปของผู้หญิง ๓ ศรี

วิธีทำให้ความรักยั่งยืน ตามหลักมงคลชีวิต 38 (มงคล ที่ 13 สงเคราะห์ภรรยา (สามี))

การเป็นสามีภรรยากัน เป็นเรื่องที่จะว่ายากก็เหมือนง่าย แต่ครั้นจะว่าง่ายก็เหมือนยาก เพราะเพียงแต่เราตั้งคำถามว่า ทำอย่างไรสามีภรรยาจึงจะมีความรักยั่งยืนอยู่กินกันราบรื่นเพียงประเด็นเดียว แล้วลองเที่ยวหาคำตอบดู เถอะ ถามสิบคนก็ตอบสิบอย่าง บ้างก็ว่าเกี่ยวกับดวงชะตาคู่ธาตุ ต้องวางฤกษ์ วางลัคน์ให้เหมาะๆ บ้างก็ว่าเป็นเรื่องของพรหมลิขิต ที่หัวสมัยใหม่หน่อยก็ว่า สำคัญที่แหวนหมั้นขันหมากเงินทุนให้มากๆ เข้าไว้ ความสุขในชีวิตสมรสจะ มีเอง

แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสเรื่องมงคลสมรสไว้สั้นๆ เพียงคำเดียวว่า สังคหะ แปลว่า การสงเคราะห์กัน และให้ปฏิบัติตามหลักสังคหวัตถุ 4 เพื่อเป็นการยึดเหนี่ยวน้ำใจกัน ดังนี้

1. ทาน การให้ปันแก่กัน คนเราถ้ารักที่จะอยู่ด้วยกันต้องปันกันกิน ปันกันใช้ หามาได้แล้วควรรวมกันไว้เป็นกองกลางแล้วจึงแบ่งกันใช้ หากไม่เอามารวมกัน อาจเกิดการระแวงกันได้ ที่ใดที่ปราศจากการให้ที่นั่นย่อมแห้งแล้งเหมือนทะเลทราย การปันกันนี้รวมทั้งการปันทุกข์กันในครอบครัวด้วย เมื่อฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดมีความทุกข์ มีปัญหา ก็ควรนำมาปรึกษากัน อีกฝ่ายก็ต้องรับรู้จักรับฟังและปลุกปลอบให้กำลังใจ

2. ปิยวาจา พูดกันด้วยวาจาไพเราะ แม้การตักเตือนกันก็ต้องระมัด ระวังคำพูด ถ้าถือเป็นกันเองมากเกินไป อาจจะเกิด ทิฐิ ทำให้ครอบครัวไม่สงบสุข โดยถือหลักว่า ก่อนแต่งงานเคยพูดไพเราะอย่างไร หลังแต่งงานก็พูด ให้เพราะ อย่างนั้น

3. อัตถจริยา ฝึกฝนตนให้เป็นประโยชน์ คือ มีความรู้ความสามารถ แล้วนำความรู้ความสามารถที่มีอยู่นั้นมาช่วยเหลือกัน ประพฤติตนเป็นประโยชน์ต่อกันในทุกด้าน เมื่อรู้ว่าอะไรดีหรือไม่ดี ควรหรือไม่ควร ก็นำมาเล่าสู่กันฟัง พยายามศึกษาหาความรู้ทางธรรม เอาใจมาเกาะกับธรรมให้มากสามีภรรยานั้นเมื่อทะเลาะกันมักจะโยนความผิดให้อีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งแท้จริงแล้วย่อมมีความผิดด้วยกันทั้งคู่ อย่างน้อยก็ผิดที่ไม่หาวิธีที่เหมาะสมแนะนำตักเตือนกัน ปล่อยให้อีกฝ่ายหนึ่งทำความผิด

4. สมานัตตตา วางตัวให้เหมาะสมกับที่ตัวเป็น เป็นพ่อบ้านก็ทำตัวให้สมกับเป็นพ่อบ้าน เป็นแม่บ้านก็ทำตัวให้สมกับเป็นแม่บ้าน ต่างก็วางตัวให้ เหมาะสมกับหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายทั้งในบ้านและนอกบ้าน ซึ่งข้อนี้จะประพฤติ ปฏิบัติให้ดี ต้องฝึกสมาธิให้ใจผ่องใสเป็นปกติ เพราะคนที่ใจผ่องใสจะรู้ว่าในภาวะเช่นนั้น ควรจะวางตนอย่างไร ไม่ระเริงโลกจนวางตนไม่เหมาะสม

โดยสรุป คือปฏิบัติตนตามหลักทาน การให้ปันสิ่งของรักษาศีล เพื่อให้มีคำพูดที่ไพเราะและเพื่ออุดข้อบกพร่องของตน จะได้เป็นคนมีประโยชน์เจริญภาวนา คือการฟังธรรมและทำสมาธิ เพื่อให้ใจผ่องใสเกิดปัญญา จะได้วางตัวได้เหมาะสมกับที่ตัวเป็น


error: Content is protected !!